การทำความสะอาดแบ่งออกได้เป็นกี่ชนิด?
การทำความสะอาดสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับ “เกณฑ์” ที่ใช้ในการพิจารณา โดยหลักๆ แล้วมักจะนิยมแบ่งตาม ระดับการกำจัดเชื้อโรค และ ขอบเขตของงาน ดังนี้
1. แบ่งตามระดับความสะอาดและการทำลายเชื้อ (Level of Cleanliness)
การแบ่งประเภทนี้มักใช้ในทางสาธารณสุข การแพทย์ และอุตสาหกรรมอาหาร แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่
-
การทำความสะอาดทั่วไป (Cleaning): คือการขจัดสิ่งสกปรก ฝุ่น คราบไขมัน หรือเศษขยะออกจากพื้นผิว โดยมักใช้น้ำเปล่า สบู่ หรือน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป (ขจัดสิ่งสกปรกที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า)
-
การลดเชื้อ (Sanitizing): คือการลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียบนพื้นผิวให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยตามมาตรฐานสาธารณสุข มักทำต่อเนื่องจากการทำความสะอาดทั่วไป (นิยมใช้ในร้านอาหารหรือห้องครัว)
-
การฆ่าเชื้อ (Disinfecting): คือการใช้สารเคมีเพื่อทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคต่างๆ (เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา) บนพื้นผิวอย่างมีประสิทธิภาพ มักใช้ในห้องน้ำ โรงพยาบาล หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยง
-
การทำให้ปราศจากเชื้อ (Sterilizing): คือขั้นสูงสุดของการทำลายจุลชีพทุกชนิดอย่างสิ้นเชิง รวมถึงสปอร์ของแบคทีเรียที่ทนทาน มักใช้เครื่องอบความร้อนสูงหรือสารเคมีเข้มข้น (ใช้เฉพาะในทางการแพทย์ สถาบันวิจัย หรือห้องแล็บ)
2. แบ่งตามขอบเขตและระยะเวลาของงาน (Scope of Work)
หากเป็นการทำความสะอาดในครัวเรือน อาคารสำนักงาน หรือโรงแรม จะนิยมแบ่งตามรูปแบบการทำงาน ดังนี้
-
การทำความสะอาดแบบประจำ (Routine Cleaning): งานทำความสะอาดที่ทำเป็นประจำทุกวันหรือทุกสัปดาห์ เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้เป็นระเบียบ เช่น กวาดบ้าน ถูพื้น เช็ดโต๊ะ ล้างจาน ทิ้งขยะ
-
การทำความสะอาดครั้งใหญ่ (Deep Cleaning / Big Cleaning): การทำความสะอาดแบบเจาะลึกทุกซอกทุกมุม มักทำนานๆ ครั้ง (เช่น ทุก 3-6 เดือน) เพื่อกำจัดคราบฝังลึก ฝุ่นที่สะสมในจุดที่เข้าถึงยาก เช่น ขัดยาแนวห้องน้ำ ซักผ้าม่าน เช็ดใต้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่
-
การทำความสะอาดเฉพาะทาง (Specialized Cleaning): การทำความสะอาดที่ต้องอาศัยอุปกรณ์ น้ำยา หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น
-
การทำความสะอาดพื้นที่หลังการก่อสร้าง (Post-construction cleaning)
-
การขจัดคราบสารเคมีในโรงงาน
-
การทำความสะอาดพรมหรือโซฟาบุผ้าแบบซักแห้ง
-
